Skip to main content

หมวดหมู่ - ความผิดฐานยักยอกทรัพย์

ข้อเท็จจริง  

แฟนเก่าซึ่งมิได้จดทะเบียนสมรสของผู้ร้อง (“คู่กรณี”) นำรถยนต์ที่ผู้ร้องซื้อมาภายหลังจากที่ได้เลิกคบหากันแล้วไปใช้แต่ไม่ยอมนำกลับมาคืน เมื่อผู้ร้องทวงถามก็นำรถยนต์ดังกล่าวไปซ่อนแล้วย้ายที่อยู่ใหม่เสีย ทั้งนี้ ผู้ร้องเคยไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนแล้ว แต่พนักงานสอบสวนปฏิเสธไม่ยอมรับแจ้งความโดยอ้างว่ารถยนต์ดังกล่าวเป็นสินสมรส กรณีจึงไม่เป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์

ประเด็นคำถาม

ผู้ร้องจะสามารถดำเนินการอย่างไรได้บ้าง

admin
12 มิถุนายน 2562

 

ข้อเท็จจริง เพื่อนเป็นผู้จัดการสาขา นิสัยดี ตั้งใจทำงาน ไม่เคยเสียประวัติในที่ทำงาน ไม่เคยทำความผิดใด ๆ ทางกฎหมายเลยค่ะ แต่ช่วงเดือน 9 ปี 2553 ที่ผ่านมา เพื่อนมีปัญหาเดือดร้อนเรื่องเงินจึงได้นำเงินขายสินค้าของบริษัทไปหมุนใช้ส่วนตัวและทางบริษัทจับได้ เพื่อนจึงสารภาพและนำเงินในส่วนที่เอาไปทั้งหมดมาคืนให้บริษัทครบตามจำนวนในเดือน 9 2553 นั่นเอง
 
ในการยักยอกนั้นเพื่อนได้ปลอมลายเซ็นต์ของพนักงานส่งของ และพนักงานแคชเชียร์สาขาที่เพื่อนดูแลอยู่ด้วยค่ะ เพื่อหลอกบริษัทว่าสินค้านี้ได้ถูกส่งไปให้สาขาอื่น ๆ ของบริษัท ประมาณ 3 สาขา ซึ่งบริษัทมีจำนวนสาขาทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 50 สาขา เพราะไม่ต้องการให้ร้านค้าสาขาอื่นมาขอสินค้าดังกล่าวที่เพื่อนขายไปแล้วนั้นไปขายที่สาขาอื่นค่ะ
 
บริษัทให้เพื่อนไปเซ็นต์เอกสารลาออกหลังจากเพื่อนจ่ายเงินบริษัทที่ร้านหมดแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบของบริษัทก็ยังได้ให้เพื่อนไปที่โรงพักในจังหวัดเพื่อเซ็นต์เอกสารหรือลงบันทึกประจำวันก็ไม่ทราบค่ะ ฟังเพื่อนเล่าไม่ละเอียด และในเดือนมีนาคม 2554 บริษัทได้ส่งหมายศาลมาให้เพื่อนที่บ้าน บอกให้เพื่อนไปพบเจ้าหน้าที่ของบริษัทที่โรงพักเดิมที่เพื่อนเคยไปเซ็นต์เอกสารสารไว้ พร้อมทั้งระบุในหมายศาลว่าเพื่อนมีความผิดฐานยักยอกทรัพย์ของบริษัท จำนวน 5 หมื่นกว่าบาท
 
ซึ่งเมื่อสอบถามเพื่อนดูแล้ว เพื่อนบอกว่าเงินจำนวน 5 หมื่นบาทที่ระบุในหมายศาลนั้นเป็นเงินที่เกิดจากการขายสินค้าผิดราคาของพนักงานทุกคนในร้านรวมกัน แต่เมื่อบริษัทสรุปยอดขายสินค้าผิดออกมาให้พนักงานเซ็นต์รับทราบเพื่อนดำเนินการหักเงินค่าสินค้าจากพนักงานเป็นรายเดือนต่อไปนั้น พนักงานคนอื่น ๆ ในร้านไม่ยอมเซ็นต์ บริษัทจึงโยนให้เพื่อนซึ่งเป็นผู้จัดการสาขารับผิดชอบเงินจำนวนนี้ทั้งหมด แต่ไม่ได้บอกให้เพื่อนได้ทราบตั้งแต่ตอนเกิดเรื่องเมื่อเดือน 9 ปี 2553 ที่ผ่านมา เพื่อนมารู้อีกทีเมื่อได้รับหมายศาลมาที่บ้านเพื่อนค่ะ
 
ประเด็นคำถาม
1. เพื่อนมีความผิดอะไรบ้าง และต้องรับโทษจำคุกหรือไม่
2. ถ้าจะต้องจำคุกจริง ๆ ทางตำรวจจะให้เพื่อนเข้าคุกในวันที่ไปพบเจ้าหน้าที่ของบริษัทเลยหรือไม่ หรือรอระยะเวลาสักระยะหนึ่งก่อนเรียกตัวเพื่อนไปเข้าคุกอีกรอบ
3. คดีนี้ยอมความกันได้หรือไม่คะ ทราบมาว่าคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินยอมความได้ แต่คดีเกี่ยวกับเอกสารยอมความไม่ได้
4. ถ้าคดีเกี่ยวกับเอกสารยอมความกันไม่ได้ เพื่อนต้องต้องโทษจำคุกใช่หรือไม่คะ
5. เงินจำนวน 5 หมื่นกว่าบาทที่บริษัทฟ้องว่าเพื่อนยักยอกทรัพย์ไปนั้น ในข่ายนี้เรียกว่าเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ได้หรือไม่คะ เพื่อนดูเหมือนจะไม่ได้ยักยอกโดยตรงเลยนะคะ คิดว่าถ้าบริษัทแจ้งเพื่อนว่าที่ร้านสาขายังคงค้างเงินค่าขายสินค้าผิดราคาอยู่ เพื่อนก็ต้องนำเงินไปคืนอย่างแน่นอนค่ะ
6. จากข้อ 5 พนักงานคนอื่นในร้าน มีส่วนต้องรับผิดชอบด้วยหรือไม่คะ
7. ถ้าเพื่อนต้องโทษจำคุกจริง เพื่อนสามารถอุทธรณ์ได้มั้ยคะ ระยะเวลานานแค่ไหน
8. ถ้าเพื่อนประสงค์จะประกันตัวสามารถทำได้หรือไม่คะ ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันเท่าไรคะ
webmaster
2 พฤษภาคม 2554

 

ข้อเท็จจริง สินสอดในวันแต่งงานเป็นของยืมมาทำพิธีแต่งงาน หลังเสร็จพิธีพ่อแม่ฝ่ายหญิงได้คืนมาให้ฝ่ายชายและฝ่ายชายได้เก็บรักษาไว้ หลังจากนั้นฝ่ายชายฝ่ายหญิงได้จดทะเบียนหย่าร้างกัน  หลังจากหย่ากันได้แบ่งสมบัติกันไปหนึ่งรอบแล้วแต่ไม่ได้บันทึกไว้ หลังจากหย่าอีก 3 เดือนต่อมา ฝ่ายหญิงได้มาหยิบสินสอดนี้จากในตู้เซฟธนาคารไปโดยไม่บอกกล่าวฝ่ายชาย การที่ฝ่ายหญิงสามารถเปิดตู้เซฟธนาคารได้เพราะฝ่ายชายเคยมอบอำนาจและให้กุญแจตู้ไปกับฝ่ายหญิงตั้งแต่ช่วงแต่งงานกันแต่ยังไม่ได้ขอกุญแจคืน

 

ประเด็นคำถาม

1. สินสอดนี้เป็นของใคร
2. ฝ่ายชายสามารถเรียกร้องเอาสินสอดนี้คืนได้ไหม

3. ควรจะพึ่งกระบวนการยุติธรรมได้อย่างไร

4. การกระทำดังกล่าวไม่มีลายลักษณ์อักษร มีอะไรอ้างอิงได้บ้าง

webmaster
3 กุมภาพันธ์ 2554