Skip to main content

หมวดหมู่ - ล้มละลาย

 

ข้อเท็จจริง เมื่อ 10 ปีก่อน มีนายหน้าพาแม่ไปซื้อที่ดินแถวพัทยาและให้แม่ทำสัญญากู้เงินจากธนาคาร พอซื้อเสร็จนายหน้าสัญญาจะให้เงินตอบแทนค่าเสียเวลามาหนึ่งหมื่นบาท ปรากฏว่าเมื่อแม่ได้รับโอนที่ดินและนำที่ดินเข้าจำนองธนาคารแล้วปรากฏว่านายหน้าก็ไม่ติดต่ออะไรอีก แม่เองก็ไม่ได้ชำระหนี้ธนาคารเลยจนธนาคารฟ้องแม่ ศาลพิพากษาถึงที่สุดตั้งแต่ปี 2543 ว่าแม่มีหนี้ต้องชำระจำนวน 563,268.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี จากต้นเงิน 489,116.16 บาท โดยมีที่ดิน น.ส. 3 ก. เป็นหลักประกัน มีราคาประเมิน 400,000 บาท  ต่อมา บริษัทบริหารสินทรัพย์ซึ่งเป็นบริษัทที่ซื้อหนี้ด้อยคุณภาพของมารดาผู้ร้องมาจากธนาคาร ได้ซื้อหนี้ตามคำพิพากษามาเมื่อปี 2548 ดำเนินการสืบหาทรัพย์สินของมารดาผู้ร้องแล้วไม่พบทรัพย์สินอื่น จึงได้ยื่นฟ้องมารดาผู้ร้องขอให้ศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายในวันที่ 2 พ.ย. 2553 โดยอ้างว่ามีมูลหนี้ค้างชำระ คือ ต้นเงินจำนวน 489,116.16 บาท ดอกเบี้ยจำนวน 1,238,222.45 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมศาลในคดีเดิมจำนวน 15,062.50 บาท รวมเงินที่ต้องรับผิดต่อบริษัทบริหารสินทรัพย์จำนวน 1,742,401.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยค้างชำระร้อยละ 19 ต่อปี หลังหักมูลค่าประเมินที่ดินที่เป็นหลักประกันราคา 400,000 บาทแล้ว ยังเหลือหนี้สินอีกไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท

ตอนนี้แม่เป็นข้าราชการบำนาญ มีเงินบำนาญเหลืออยู่ประมาณ 3,900 บาท ไม่มีทรัพย์สินหรือรายอื่นใดอีก ศาลล้มละลายมีหมายนัดพิจารณานัดแรกในวันที่ 20 ธ.ค.53 เวลา 9.00 น

 

ประเด็นคำถาม

1. ค่าธรรมเนียมศาลแม่ไม่มีเงินจ่ายต้องทำอย่างไรบ้าง
2. สุดท้ายแล้วแม่จะต้องเป็นบุคคลล้มละลายใช่ไหมคะ

webmaster
20 มกราคม 2554