Skip to main content

ฉบับที่ 7 (พฤษภาคม 2554)

เลือกตั้ง 2554

สวัสดีทุกท่านที่ติดตามเว็บไซต์ศูนย์นิติศาสตร์อีกครั้งนะครับ สำหรับบทบรรณาธิการในเดือนพฤษภาคมนี้ผู้เขียนเองมีหลายเรื่องอยากจะมาแลกเปลี่ยนกับทุกท่านครับ ซึ่งในเดือนพฤษภาคมนี้ทั้งหน่วยงานราชการและเอกชนก็มีวันหยุดหลายวัน และมีช่วงหยุดยาวด้วย หวังว่าทุกท่านจะได้พักผ่อนเพื่อกลับมาทำงานและแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงไปได้นะครับ

 
เรื่องแรกที่จะมาแบ่งปันกันในเดือนนี้คือเรื่องที่อยู่ในภาพประกอบบทบรรณาธิการคือเรื่องการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วไปครับ โดยในรอบนี้เรามีกำหนดการเลือกตั้งในวันที่ 3 กรกฏาคม 2554 ครับ ตัวผู้เขียนเองรู้สึกตื่นเต้นกับการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่แพ้การเลือกตั้งครั้งที่ผ่าน ๆ มาครับ อยากรู้ว่าผลของการตัดสินใจของเราจะทำให้การเมืองในสภาเดินหน้าไปในทิศทางใด โดยในการเลือกตั้งครั้งนี้ก็มีผู้สมัครแข่งขันอาสารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 28 ของประเทศไทยทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ ผู้เขียนเห็นว่าไม่ว่ามาจากพรรคการเมืองใดก็ตาม เสี้ยวหนึ่งในใจของผู้สมัครเหล่านี้ก็มีความหวังดีต่อประเทศไทย สิ่งที่เป็นหน้าที่ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งอย่างเราก็คือเลือกที่จะไว้ใจใครเข้ามาใช้อำนาจรัฐ และติดตามการทำงานของผู้ที่เราไว้วางใจให้เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ ในฐานะนักกฏหมายก็ต้องดูต่อไปด้วยว่าการทำงานของพวกเขานั้นได้จรรโลงให้หลักนิติรัฐนั้นเดินหน้าไปได้หรือไม่ การเลือกตั้งครั้งนี้หลายคนก็กล่าวกันไม่ว่าจะกล่าวกันในหมู่เพื่อนฝูง หรือในหมู่ผู้ร่วมอุดมการณ์เดียวกันว่าเลือกไปสุดท้ายการเมืองก็มีปัจจัยภายนอกอีก ซึ่งเป็นการคาดการณ์จากผลลัพธ์ที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน ไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าการคาดเดาจะถูกต้องจริงเท็จอย่างไร ในจุดนี้ผู้เขียนเห็นว่าเราอย่าเพิ่งท้อถอยกับระบอบประชาธิปไตยของไทยครับ สิ่งใดที่อยู่ในการควบคุมของเราเองเราก็ต้องทำให้ดีที่สุด อาทิ การออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นต้น หวังว่าในการเลือกตั้งล่วงหน้า หรือวันเลือกตั้งทั่วไป ทุกท่านจะได้ใช้สิทธิของตนเองให้เต็มที่นะครับ 
 
ประชาชนคนไทยหลายคนร้างลาการใช้สิทธิเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยกันมาหลายปี ประกอบกับเพิ่งมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญไปเมื่อต้นปี 2554 นี้ อาจทำให้หลายท่านไม่แน่ใจว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไร ผู้เขียนจึงข้อแนะนำให้ลองเข้าไปอ่านใน เว็บแนะนำการเลือกตั้งของ ก.ก.ต. ซึ่งเป็นหน้าเว็บแนะนำข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งนี้ครับ ผู้เขียนลองเข้าไปอ่านแล้วสามารถช่วตอบข้อสงสัยของเราที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งนี้ได้เยอะเลยครับ
 
เรื่องต่อมาที่เห็นว่าเป็นเรื่องน่าสนใจในวงการกฎหมาย และส่งผลต่อความเป็นอยู่โดยเฉพาะเรื่องการสื่อสารของประชาชนไทยในรอบเดือนที่ผ่านมาคือเรื่องของการที่ดีแทคฯฟ้องร้อง กสท. ต่อศาลปกครองให้ยกเลิกการทำสัญญาระหว่างททรูฯ กับ กสท. และขอคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้ระงับการดำเนินกิจการร่วมระหว่างทรูฯ และ กสท. ในระหว่างที่ยังไม่ตัดสินคดี ซึ่งในวันที่ 19 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งรับพิจารณาคดีในประเด็นที่ กสท. และบอร์ด กสท. เข้าทำและมีมติให้ทำสัญญากับทรูฯ นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แต่ยกร้องขอคุ้มครองชั่วคราวให้ระงับการดำเนินกิจการร่วมระหว่างทรูฯ และ กสท. ไว้ โดยให้เหตุผลว่าคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวดังกล่าวเป็นคำขอให้ศาลกำหนดคำบังคับที่กระทบต่อสัญญาระหว่างทรูฯ กับ กสท. ซึ่งไม่อยู่ในอำนาจที่ศาลปกครองจะมีคำสั่งบังคับได้ เพราะศาลปกครองมีอำนาจเพียงที่บัญญัติไว้ในมาตรา 72 แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ เท่านั้น ในจุดนี้เองผู้เขียนเห็นว่าเป็นประเด็นน่าสนใจว่าการที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งเช่นว่านี้ชอบด้วยมาตรา 72 แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ จริงหรือไม่ จึงได้นำประเด็นนี้มาฝากให้ทุกท่านลงขบคิดดู ซึ่งแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ทาง contact@tulawcenter.org ครับ ส่วนถ้าใครต้องการอ่านต้นฉบับคำสั่งศาลปกครองกลางฉบับเต็มเท่าที่สืบค้นตอนนี้ก็พบว่ามีการเผยแพร่ในเว็บไซต์ข่าวด้านโทรคมนาคม ผู้สนใจสามารถติดตามอ่านได้ที่ เปิดคำสั่งศาลปกครองอย่างละเอียด ปรากฏว่าไม่คุ้มครองดีแทค ครับ
 
เมื่อลองมาดูพื้นหลังและเรื่องราวที่นำมาสู่การฟ้องร้องกันในคดีนี้ ผู้เขียนเห็นว่าปัญหาน่าจะมากจากการบริหารงานของรัฐบาลหลายยุคหลายสมัยที่ผูกปมกันมาเนิ่นนานในเรื่องปัญหารการออกใบอนุญาตดำเนินกิจการโทรคมนาคมในระบบ 3G จึงผลักดันในภาคเอกชนเองต้องหาทางออกกันตามที่ตนเองเห็นสมควร และกฎหมายก็เป็นเครื่องมือที่ทำหน้าที่ได้ทั้งขัดขวางและช่วยให้การแก้ปัญหาของเอกชนบรรลุผลได้ โดยในวงการที่พูดถึงผลประโยชน์มหาศาลอย่างวงการธุรกิจโทรคมนาคมหลายท่านก็เห็นว่าไม่มีอะไรเป็นหลักประกันว่ากฎหมายจะถูกใช้ได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรม ซึ่งถ้าถามผู้เขียนแล้วหลักประกันข้างต้นอาจมีอยู่บ้าง นั่นคือสำนึกของความเป็นผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายครับ นักกฎหมายควรจะใช้กฎหมายให้ถูกต้องและเป็นธรรม นี่คือความคาดหวังที่สังคมอยากจะได้รับจากผู้ประกอบวิชาชีพนักกฎหมาย โดยเฉพาะผู้เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมในเรื่องที่เกี่ยวพันกับผลประโยชน์จำนวนมหาศาลของชาติ ตั้งแต่ผู้ให้คำปรึกษา ทนายความ อัยการ นักวิชาการ เจ้าหน้าที่รัฐฝ่ายบริหาร ไปจนถึงองค์กรที่ใช้อำนาจตุลาการก็ยิ่งต้องแบกรับความคาดหวังนี้มากขึ้น มิเช่นนั้นแล้วผลที่กลับมาคือกฎหมายจะไม่สามารถสร้างความสงบสุขและความเป็นธรรมแก่สังคมได้เลย ผู้เขียนเองหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท้ายที่สุดแล้วเรื่องดังกล่าวจะจบลงที่ประชาชนส่วนใหญ่ได้ประโยชน์และมีผู้ได้รับผลกระทบทางลบน้อยที่สุดครับ
 
พูดถึงความคาดหวังที่สังคมมีต่อผู้ประกอบวิชาชีพนักกฎหมายว่าต้องใช้กฎหมายได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรม ในรอบเดือนที่ผ่านมาผู้เขียนเองก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ทนายความและพบหลายเรื่องที่ผู้เขียนเห็นได้ว่าไม่เป็นธรรมแต่ก็ไม่อาจรับประกันได้เลยว่ากฎหมายจะสามารถแก้ไขความไม่เป็นธรรมนั้นได้ อีกทั้งหากมองในมุมกลับถ้าฝืนลองแก้แล้วแก้ปัญหาไม่ได้ ผู้ที่ขอคำปรึกษาจะยิ่งได้รับความเดือดร้อนหนักขึ้นไปอีก ปมของเรื่องอยู่ที่ความไม่เป็นธรรมนั้นเกิดจากการละเลยของตัวผู้ไม่ได้รับความเป็นธรรมเองเป็นเวลานานบางเรื่องก็หลายสิบปี บางเรื่องก็เกือบสิบปี สิ่งที่ควรจะแก้ไขได้แต่เนิ่น ๆ ก็กลับกลายเป็นเรื่องที่ยากเกินจะแก้และเสี่ยงเกินจะลองแก้ไข จึงอยากฝากว่าถ้ามีปัญหากฎหมาย โปรดมาปรึกษาศูนย์นิติศาสตร์แต่เนิ่น ๆ บางทีเราอาจจะสามารถช่วยหาทางออกที่เป็นธรรมแก่ท่านได้ และสำหรับเรื่องที่ส่งเข้ามาทาง คลินิกกฎหมายแต่ยังไม่ได้รับคำตอบนั้นผู้เขียนขอยืนยันในฐานะผู้รับผิดชอบงานในส่วนนี้ว่าได้พยายามจัดสรรเวลาในการทำงานตรงนี้ให้ดีที่สุดแล้วแต่ก็ยังไม่สามารถจะตอบโจทย์เรื่องกรอบเวลาการตอบคำถามให้เป็นที่พอใจแก่ทุกท่านได้ จึงขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย แม้จะตอบช้าแต่ยืนยันว่าจะไม่ทอดทิ้งผู้ที่ให้ความไว้วางใจคลินิกกฎหมายของ tulawcenter.org เด็ดขาดครับ